บทที่ 5 ตอนที่ 1 - 3 อดีตที่นึกถึง
1 - 3 อดีตที่นึกถึง
“วันนี้ขอบคุณมากเลยนะครับที่อุตส่าห์ทำข้าวกล่องมาให้ผม”
“ถ้าเมื่อเช้าคุณบุบอกน่านไวกว่านี้ น่านก็ว่าจะทำข้าวกล่องมาส่งให้ทันอยู่หรอกค่ะ”
พ่อหม้ายลูกหนึ่งเดินลงมาส่งเจ้าน่านรักที่หน้าโรงพยาบาลหลังจากที่ลูกสาวของตนได้หลับไปแล้ว ใจจริงเขาก็อยากจะไปส่งเจ้าน่านรักให้ถึงบ้าน แต่เขาก็เป็นห่วงลูกเหมือนกันเจ้าน่านรักเองก็เกรงใจจึงขอกลับเองจะดีกว่า
ทั้งสองบอกลากัน เจ้าน่านรักเดินออกมาเรียกรถด้านนอก
ในจังหวะนั้น ภัคคินัยที่นั่งรถหรูผ่านเข้ามาในโรงพยาบาลก็ได้เห็นเสี้ยวหน้าของคนที่เขากำลังตามหาอย่างพอดิบพอดี “เดี๋ยว! หยุดรถก่อน!”
เสียงแรงของการหยุดรถทำเอาคนด้านนอกและคนด้านในตกใจไปตาม ๆ กัน ภัคคินัยวิ่งลงจากรถโดยไม่ลังเล ไม่ฟังแม้แต่เสียงของพรภิภาผู้เป็นน้องสาวที่นั่งอยู่ข้าง ๆ
“น่าน!! น่าน!!”
เขาวิ่งออกมาที่ด้านหน้าขาออกของโรงพยาบาล เห็นหลังไว ๆ ของเจ้าน่านรักเดินออกไปรอรถเมล์ด้านนอก แต่พอเขาใกล้ถึงตัวเธอ เธอก็ก้าวขึ้นรถเมล์ไปเสียแล้ว “น่าน!!”
เสียงทุ้มใหญ่ของเขาทำให้คนบริเวณนั้นตกใจหันหน้ามอง แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ เขาได้แต่มองตามไป เพราะแม้จะวิ่งหรือโบกแท็กซี่ตามไป เขาก็ไม่มีทางที่จะทันรถเมล์คันนั้นแน่ ๆ
“พี่ฮานส์! ทำไมวิ่งออกไปแบบนั้น!” พรภิภาที่รอพี่ชายอยู่ที่หน้าโรงพยาบาลเกิดฟึดฟัดขึ้น เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงได้วิ่งออกไปอย่างไม่คิดชีวิตแบบนั้นได้
แต่ผิดคาด ภัคคินัยไม่ได้ตอบอะไร เขาเดินนำหน้าน้องสาวเข้าไปที่ห้องพิเศษของน้องชายคนกลาง
พีรกรไม่ได้ป่วยเป็นโรคอะไร แต่เขาแค่เพิ่งเป็นลม เพราะโหมงานหนักเกินไปเท่านั้น
“อ้าว ทำไมหน้าบึ้งมากันแบบนั้นล่ะครับ” พีรกรที่นั่งดูทีวีอยู่บนเตียงคนป่วยเอ่ยทักทายด้วยคำถาม “ก็พี่ฮานส์น่ะสิ อยู่ ๆ ก็บอกให้คนขับรถหยุดรถแล้วก็วิ่งออกไป”
“ทำอย่างกับว่าวิ่งตามอะไรอยู่” คำบอกเล่าจากน้องสาวคนเล็กทำให้พีรกรมองไปที่พี่ชายคนโตที่นั่งอยู่ที่โซฟา ในสายตาของน้องชาย ณ ขณะนี้ ภัคคินัยกำลังเหม่อลอยราวกับว่ากำลังเครียดกับอะไรบางอย่างและเหมือนกับว่าได้ตัดพีรกรและพรภิภาออกจากโลกของตนเองไปแล้ว
“ก็คงจะวิ่งตามใครอยู่จริง ๆ ล่ะมั้ง” น้องชายรู้แต่น้องสาวไม่ได้รู้ด้วย ภัคคินัยเงยหน้ามองน้องชายคนกลางแล้วลุกขึ้นมานั่งที่เก้าอี้ข้างเตียงแทน “เป็นยังไงบ้างฮัน”
“สบายดีแล้วครับ ว่าแต่พี่เถอะ ดูเหนื่อย ๆ นะ” ยังไม่เลิกต้อน ภัคคินัยจึงทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้หันไปมองทีวีแทน “ถ้าดีขึ้นแล้วก็ดีแล้วค่ะ แต่ครั้งหน้า พี่อย่าโหมงานหนักอีกนะ” พรภิภากล่าว
“แอนกับพี่ฮานส์เป็นห่วง”
“อ๋อ แล้วเดี๋ยววันนี้คุณแม่จะมานอนเฝ้าเองนะคะ”
“มานอนเฝ้าทำไม?พี่แค่เป็นลมเอง เดี๋ยวก็กลับบ้านได้แล้ว”
“ก็แม่ไม่ยอมอะ พอรู้ว่าพี่เป็นลมจนต้องหามส่งโรงพยาบาล แม่ก็รีบยกเลิกนัดสมาคมคุณหญิงเพื่อมาหาพี่เลยนะ ตอนนี้น่าจะกำลังมา”
“แล้วแบบนี้นี่...พี่ฮานส์ต้องหนีแม่หรือเปล่าเนี่ย” พีรกรหันมาพูดเล่นกับพี่ชายเรื่องข่าว เพราะข่าวนี้เพิ่งออกมาใหม่ ๆ มีหรือที่คุณหญิงทิพย์อัปสรจะลืมเรื่องนี้
“พี่ฮานส์?”
เขาเรียกคนนั่งอยู่ข้าง ๆ อีกครั้งแต่ก็ไม่มีการตอบกลับ ทั้งเขาและน้องสาวจึงมองหน้ากันก่อนที่พรภิภาจะเป็นคนแตะสะกิดพี่ชายคนโตแทน
“พี่ฮานส์?เป็นอะไรไปคะ เงียบตั้งแต่เมื่อกี้แล้ว”
“ห้ะ!?อ๋อ...เปล่าหรอก ไม่มีอะไร”
“พี่ว่าพี่ฮานส์น่าจะเหนื่อยนะ กลับบ้านกันไปพักผ่อนเถอะ”
“แล้วพี่จะอยู่ได้เหรอ” พรภิภาเอ่ยด้วยความกังวล
“อยู่ได้ครับผม”
“แล้วอีกอย่างพี่ฮานส์ก็คงไม่อยากคุยกับแม่ตอนนี้หรอก” น้องชายคนกลางว่าอย่างรู้ใจ
ใช่ ภัคคินัยยังไม่อยากเจอมารดาตอนนี้ เพราะถึงจะพยายามอธิบายอะไรไป คนขี้วีนอย่างคุณหญิงทิพย์อัปสรก็ไม่มีทางฟังหรอก คงต้องปล่อยให้มันเรื่องเงียบไปเองคงจะดีที่สุด
มันก็ไม่ใช่ครั้งแรกเสียหน่อยที่ตระกูลโสภณเตมิรักษ์จะโดนเล่นข่าว แม่เขาน่ะทำให้มันเป็นเรื่องใหญ่ไปเอง
แต่เรื่องเมื่อครู่นี่สิที่ปล่อยให้มันซาไปจากหัวไม่ได้
เขามั่นใจว่าตนเองไม่ได้ตาฝาด เขาเจอเจ้าน่านรักจริง ๆ
เขามั่นใจว่าใช่..เพราะเขาไม่เคยลืมเธอ
ผู้หญิงใจร้าย..
....
ซ่า..
เสียงน้ำจากฝักบัวดังขึ้นเมื่อร่างสูงถึงคอนโดของตนเองแล้ว เสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายถูกมือหนาปลดออกจนเหลือเพียงร่างที่เปลือยเปล่า ชายหนุ่มเดินเข้าไปในสายน้ำที่ไหลลงมาอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้นจนหัวชะโลมโดนน้ำจนเปียกถึงเท้า
แต่น้ำที่เปียกตัวเขาก็ไม่มากเท่ากับน้ำตาที่ไหลรินอยู่ในใจเขาตลอดห้าปีนี้ได้หรอก
ภัคคินัยหลับตาลง เขาพยายามสู้กับหัวใจของตนเอง แต่สุดท้ายก็ไม่เป็นผล อารมณ์ของเขายิ่งรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม เมื่อหลับตาไปแล้ว ภาพของเจ้าน่านรักก็โผล่ขึ้นมาในหัว ภาพความทรงจำทุกอย่างย้อนกลับมาเมื่อเธอปรากฏตัวขึ้นต่อหน้าของเขา
เธอดูโตขึ้นมาก และดูสวยขึ้นด้วย
‘ใบยุติการตั้งครรภ์’
แต่ในขณะที่เขากำลังนึกถึงใบหน้าอันสดใสของอีกคน ภาพความทรงจำอันแสนเจ็บปวดก็เข้ามาถมทับ มันเข้ามาแทนที่จนแทบเซล้ม มันสลับไปมากับใบหน้าของเธอจนทำให้ชายหนุ่มยกมือหนาขึ้นลูบใบหน้าของตนเอง และทันใดนั้นเอง น้ำตาก็ไหลลงอาบแก้มของเขาทั้งที่ยังมีสายน้ำคอยชะโลมกายอยู่ เขาใช้มือทุบกำแพงเพื่อระบายความเจ็บปวดของตัวเอง
คำถามที่ค้างคาใจเขามาตลอดหลายปีผุดขึ้นมาอีกครั้ง
‘ทำไม’
ทั้ง ๆ ที่รักกันมากขนาดนี้ ทำไมเธอถึงทำกับเขาแบบนี้
